My photo
ผู้หญิงตัวกลมๆ หลากหลายอารมณ์ให้ค้นหา
Showing posts with label หนูไกลบ้าน. Show all posts
Showing posts with label หนูไกลบ้าน. Show all posts

Thursday, March 22, 2012

ช็อปปิ้งกันนะ

     ตอนนี้เข้าสปริงมาได้สองสามวันแล้ว แต่อากาศก็ยังหนาวเหน็บเหมือนเดิมตามแบบอลาสก้า ดังนั้นของที่ลดราคาช่วงนี้คงไม่พ้นของหน้าหนาวซึ่งนักช็อปทั้งหลายจะรู้เลยว่าซื้อของหน้าหนาวปีนี้ไปเก็บไว้ใช้ปีหน้านั้นคุ้มสุดคุ้ม ไม่ต้องห่วงเรื่องแฟชั่นหรอกเพราะอลาสก้าเราไม่มีแฟชั่นเลิศหรูมีแค่กันหนาวได้แค่นั้นเป็นพอ
    ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีแต่วันนี้ขอบอกว่ามีแล้วคะ  ถูกมากๆ จนแทบอยากจะหอบกลับบ้านอีกสักสี่ห้าตัวเอาให้คุ้มไปเลยเพราะได้ใช้งานจริง

     มาเร่ิมจากเสื้อโค้ทตัวแรกกันเลย ตัวนี้สีแดงแรงฤทธิ์แต่ถ่ายรูปมาเปลี่ยนสีไปหน่อย ยี่ห้อ Covington ไม่เคยใช้เลยไม่รู้ว่ากันหนาวมากไหม แต่จะลองดูเผื่อดี

     ตัวที่สองของ Free country ยี่ห้อนี้ไม่เคยใช้เหมือนกันแต่เห็นมันถอดแยกชิ้นได้และลักษณะเหมือนของ ZeroX ที่ใช้ประจำซึ่งแบรนด์นั้นยอมรับว่าใช้ดีมาก ขนาดหนาว -10 - 20F ยังเอาอยู่แถมราคาพอคบกันได้และทนมากๆ อันนี้ถ้าใช้ดียังไงจะบอกอีกที

    ตัวที่สามตัวนี้ชอบแบบเพราะไม่มีเสื้อแบบนี้เท่าไหร่เลยตัดสินใจซื้อทันทีโดยไม่คิดไรมาก ตัวนี้ของ Inked & Fadded อย่าถามเรื่องแบรนด์เพราะไม่รู้จักหรอก ปกติเสื้อผ้าก็ไม่ได้ยึดติดแบรนด์เท่าไหรแค่เอาที่มันใส่ได้แค่นั้นยิ่งหุ่นเกินมาตรฐานแบบนี้ใส่อะไรก็ได้ไม่สนเน้นของถูกมากกว่า อิอิ

    ลองซื้อมาแค่นี้ก่อนเพราะเผื่อว่าอาจจะเจอที่ห้างอื่นมันลดราคามากกว่ากลัวจะช้ำใจเพราะเคยเจออยู่ครั้งนึงซื้อมาแล้วคิดว่าถูกแล้วแต่ดันไปเห็นอีกห้างถูกกว่าสิบกว่าเหรียญเลยสอนตัวเองว่าอย่าใจร้อน ฮ่าๆ และอีกอย่างป้ายที่มันติดราคาเต็มบางทีมันก็หลอกเราด้วย

Thursday, February 23, 2012

ชีวิตหมูกับผัก ตอน 3 (นินทาหน่อย)

     ทำงานร้านขายของแน่นอนก็ต้องเจอลูกค้าสารพัด บางคนก็ดีมากจนอยากจะแถมผักที่มีสักหอบแต่ทำไม่ได้หรอกเพราะมันชั่งขาย อิอิ  แต่บางคนก็เรื่องมากจนน่าเบื่อและส่วนมากจะเป็นฟิลิปปินส์
    เรื่องแรกผีขิง...เรื่องนี้เป็นดวงซวยของเราเอง ก็ยืนแพ็คผักในห้องอยู่ดีๆ บรรยากาศครึ้มๆ ไอ้หนุ่มเจอรี่ก็เดินเข้ามาทำหน้าซื่อๆ ถามว่าขิงมีอีกไหม เราก็บอกว่ามีข้างหลังไงเธอเป็นคนเก็บผักเธอไม่รู้เหรอว่าตรงไหน ทำไมมันมีอะไรเพราะจำได้ว่าขิงยังมีอยู่เต็มลังข้างนอกแต่เราไม่ได้เป็นคนเอาขิงลงถาดขายแค่เห็นแวบๆ ตอนเดินผ่าน  เจอร์รี่ก็บอกว่าลูกค้าบอกว่ามันไม่ดีอยากได้ของใหม่ เรามองก็เข้าใจเพราะมันมาตอนหิมะลงและชิ้ปส่งมาช้าขิงเลยเจอสภาพชื้น บางส่วนแถมมีรานิดๆตรงที่รอยตัด เราก็ไปหยิบกล่องใหม่มาให้เพราะหนุ่มยืนเอ๋อๆ ทำไรไม่ถูกอยู่นั่นและเอาใส่ถาดถือออกไปข้างนอกเอง
      แต่ก่อนไปก็เดินผ่านบอสๆ ก็บอกว่าขิงมันเป็นแบบนี้ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อเพราะเราก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันของมันมาแบบนี้  เราก็เดินออกไปเห็นเจ๊ฟิลิิปปินส์กับฝรั่งมีอายุสองคนกำลังยกลังขิงจากพื้นข้างล่าง ซึ่งแอบไว้ใต้โต๊ะซ่ึงมันไม่ใช่หน้าที่ของลูกค้ามาทำแบบนั้น เราก็เอาขิงในถาดที่เลือกไว้สวยสุดไปวาง เจ๊ก็มาถึงก็บ่นๆ ใส่เราใหญ่เลยว่าขิงไม่ดี ขิงแบบนี้มีราขายได้ไง เธอรู้จักกฎหมายไหม อะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมดฟังออกมั้งไม่ออกมั้งแต่ก็ยิ้มๆ ไม่ได้ทำหน้าแย่ใส่ แล้วก็ยกลังขิงที่เขายกไปวางบนคูเลอร์ออก เพราะลังมันหนักกลัวมันจะทำฝาปิดแตก  เท่านั้นแหละเจ๊อารมณ์ขึ้นจากไหนไม่รู้เดินมาข้างหลังพูดแบบไม่ติดเบรกใส่ทำเหมือนว่าเรานั้นทำผิดมากกกก แต่มือเจ๊ก็เลือกขิงในถาดที่ดีๆ ไปเกือบหมด ขอบอกว่าตอนนี้อารมณ์ขึ้นมากแต่เห็นบอสกับเจอร์รี่ยืนอยู่อีกฝ่ั่งส่ายหัวให้เราๆ ก็เลยเดินกลับเข้าห้องมาสงบอารมณ์ บอสเลยเดินตามมาบอกว่าไม่ต้องสนใจ สรุปวันนั้นทำงานด้วยอารมณ์เดือดทั้งวันอยากบีบคอผีขิงที่สุด
    
    เรื่องที่สอง ผักหมด...ลูกค้าหลายคนชอบวิ่งมาที่ห้องแล้วบอกว่าผักหมด อยากได้เพิ่มหลายถุง เราก็เอาให้แต่ไม่ได้ไปเช็คข้างนอกว่าหมดจริงไหม พอให้เสร็จก็เดินไปเช็คหน่อยว่าอะไรหมดมั้งแต่ดันเจอผักที่ลูกค้าว่าหมดกองเต็มตะกร้า แถมผักที่เพิ่งให้ไปก็วางเกลื่อนอยู่ สรุปคือลูกค้าคนฉลาดต้องการผักไปเลือกนั่นเอง เวลาไม่ยุ่งมันก็ไม่เป็นไรแต่เวลาที่ร้านยุ่งมากๆ ขอบอกว่าอยากจะด่าลูกค้าคนนั้นมากเพราะเราต้องไปตามเก็บผักกลับมา

   เรื่องที่สาม กินคนเดียว...มีไม่กี่คนที่จะทำแบบนี้ชอบมาบอกว่ากินคนเดียว และขอผักกวางตุ้งสามต้น  ผักบ็อกช้อยสองต้น  มีแรงสุดมาขอซื้อฮาลาปิโนเม็ดเดียว แบบที่ร้านจะแพคขายเป็นถาดๆ ละ $1.35 ก็ถือว่าไม่แพงมากนักถ้าไปซื้อที่อื่น และไอ้พริกนี่มันก็เก็บได้นานมาก แต่ลูกค้าอยากได้เม็ดเดียวบอกชั้นซื้อ แต่คนขายอย่างชั้นมันชั่งไม่ถูกนี่สิ มันจะชั่งยังไงเลยให้ไปคุยกับเคาเตอร์เอาเองว่าเขาจะขายหรือให้ฟรีไม่อยากคุยด้วยนานมันปวดตับ
 
    เรื่องที่สี่ ขโมย...ลูกค้าบางคนชอบลืมตัวไปว่าร้านค้ามักจะมีกล้องวงจรปิดติดทั่ว พอลืมตัวก็มักทำไรแปลกๆ ให้เห็น ที่เห็นชัดสุดเป็นผู้หญิงฟิลิปปินส์ทำท่าหยิบขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งตอนนั้นใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วขนมชนิดนี้จะขายเป็นกล่องๆ ละหกลูก สิบลูก หรือสองลูก ยัยเจ๊คนนี้ไม่รู้นึกไงไปหยิบกล่องหกลูกมาแทนที่จะขโมยทั้งกล่องดันหยิบไปลูกนึง และยัดใส่กระเป๋าถือตอนที่กำลังรอแถวจ่ายเงิน   พอหยิบไปจากกล่องมันก็เป็นรูโบ๋ในกล่องทีนี้คนในร้านก็เริ่มสงสัยว่าใครซื้อไปมันหายไปได้ไงเพราะมันขายทั้งกล่องใครจะขายแค่ลูกเดียว  ก็มาดูกล้องในห้องที่เราแพ็คผักอยู่เราก็เลยรู้เรื่องกับเขาไปด้วยเพราะลุ้นมากอยากเห็นว่าเป็นใคร  ตอนแรกจะเอารูปปิดประกาศหน้าร้านแต่เจ้าของร้านก็ใจดีเกินเลยต้องผ่านๆ ไป
      ขโมยขนมไปแล้วยังมีบางคนหนักกว่านั้นขโมยพริกขี้หนู ใบมะกรูด  มันจะแพ็คใส่ถาดและแร็ปด้วยพลาสติกใส พอเราไปเช็คผักก็เจอการเจาะรูหยิบเอาไปประจำ  ไอ้ที่เราโมโหไม่ใช่ไรหรอกแต่โมโหที่เราต้องมานั่งชั่งและแพ็คใหม่นะสิ มันเสียเวลามาก

     เรื่องราวยังมีอีกเยอะแยะถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยพบแล้วกัน

Wednesday, January 11, 2012

ฟันสมชื่อ

     ถ้าพูดถึงการไปหาหมอฟันน้อยคนนักจะชอบ เพราะรู้ๆ อยู่ว่าสิ่งที่ตามมาคือต้องเสียว เจ็บ และมีกระเป๋าฉีกกันบ้าง ยิ่งหมอฟันในอเมริกาด้วยแล้วไปทีก็ต้องคิดก่อนไปหลายรอบถึงแม้จะมีประกันอยู่ก็ตาม  ถ้าไม่มีประกันขอแนะนำว่ากลับไปทำฟันบ้านเราดีกว่าถูกกว่า แถมคุยกันเข้าใจ
     เริ่มแรกการไปหาหมอฟันของหนูก็เริ่มจากการไปขูดหินปูนแบบทะลุทะลวงทุกซอกทุกมุมก่อนเมื่อปีที่แล้ว และก่อนที่จะขูดหินปูนเขาก็มีการเอกซเรย์ฟันทั้งหมดว่าตรงไหนมีปัญหาอะไร การขูดหินปูนที่นี่ขูดได้สะอาดล้ำลึกมากจริงๆ แถมขูดทีละข้างคือต้องไปกันวันละข้างเท่านั้นมันไม่เหมือนกับขูดบ้านเราที่ไปวันเดียวเสร็จหมดทั้งปาก ใครอยากรู้ว่าสะอาดยังไงก็ลองไปดูได้ ซึ่งแต่ละอย่างที่เขาทำให้เราเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นจำได้คร่าวๆ ว่าประมาณ $200 - 300 เหรียญในการทำทุกอย่างตั้งแต่เริ่มเอกซเรย์จนถึงขูดหินปูนเสร็จ แต่ถ้ามีประกันรู้สึกว่าจะเสียไม่กี่เหรียญหรือแทบไม่เสียเลย ตอนนั้นก็ลืมจดเอาไว้
     คราวนี้ผ่านมาเป็นปีก็ตัดสินใจที่จะเอาไอ้ฟันคุดเจ้าปัญหาออก ก็จัดการนัดหมอก่อนเป็นอันดับแรก คิวหมอฟันที่นี่ก็แน่นจริงๆ แทบจะไม่มีเวลาว่างหรือที่ว่างก็ไม่ตรงกับเวลาว่างของเรา วันนี้พอไปถึงก็เอาเอกสารประกันต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ที่เคาเตอร์ดูเขาจะได้เช็คยอดถูก  พอถึงเวลาพบหมอๆ ก็จะให้ผู้ช่วยมาคุยกับเราก่อนเรื่องฟันตัวไหนที่มีปัญหาและก็จะเอ็กซเรย์ฟันนั้นอีกรอบ ซึ่งฟันที่มีปัญหาของหนูนั้นมีสองซี่คือฟันคุดด้านขวาและฟันกรามที่ติดกับฟันคุดเพราะโดนนังคุดมันเบียด จนฟันกรามนั้นเริ่มคลอนและมีรอยผุ นี่แหละคือที่มาของความเจ็บปวดจนต้องตัดใจบอกลาแม้ว่าจะกลัวจนขี้หดตดหายก็ตาม  ยอมรับว่าค่อนข้างขี้ขลาดและกลัวมากกับเข็มฉีดยาและการไปหาหมอฟัน
     เมื่อผู้ช่วยเอ็กซเรย์ฟันเสร็จแล้วก็จะเรียกเรามาคุยว่าฟันมันเป็นแบบนี้นะ ต้องทำอะไรมั้ง บางคำก็ฟังออกบางคำก็ฟังไม่ออกแต่พอเข้าใจและต่อมาหมอฟันก็เข้ามาคุยกับเราอีกรอบ และถามว่าเราต้องการยังไงจะถอนทั้งคู่หรือว่าถอนแค่อันที่ปวดก่อน  หนูเลยตัดใจถอนทั้งคู่และคิดว่าจะถอนตอนนั้นเลยแต่หมอขอดูฟันก่อน ก็มีการจับๆ มองๆ ก่อนจะบอกว่าอย่าเพิ่งถอนดีกว่าให้กินยาก่อนเพราะฟันมันยังปวดอยู่และมีบวม ถ้าถอนตอนฉีดยาคงช่วยไรได้ไม่มาก และหมอก็กลัว infection
ไอ้คำนี้แหละที่ยังงงๆ ว่ามันคือไรแต่ก็พยักหน้ารับ หมอให้ทำไรก็ทำเสร็จแล้วกลับมาบ้านก็ค่อยเปิดดิกชันนารีดูว่ามันแปลว่าอะไร  ก่อนกลับเจ้าหน้าที่ที่เคาเตอร์ก็จะมีเอกสารให้เราซึ่งจะมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เราจะต้องเสีย  ซึ่งเขาประเมินคร่าวๆ เอาไว้ ของหนูเขาคิดยอดทั้งหมด $710 แต่เราจ่ายเองแค่ $142  และก็คุยเรื่องวันเวลานัดหมายอีกรอบ ก่อนจะมีเอกสารไปรับยาอีกที่
     แต่สงสัยอย่างเมืองนอกนี่มันแปลกนะ ไปหาหมอฟันที่นึงแต่เวลาไปเอายาต้องไปเอาที่ fred mayer หรือไม่ก็ carrs ทำไมมันไม่ให้เอาเลยจากคลีนิคหมอฟันทำไมต้องให้เราลากสังขารขับรถไปอีกที่ซึ่งมันไม่ได้ใกล้กันเลย ค่ายาตอนนั้นก็ประมาณ $4 นิดๆ ได้ และหมอก็นัดอีกทีหนึ่งอาทิตย์
     จนถึงวันนัด พอไปถึงก็ไปติดต่อที่เคาเตอร์เหมือนเดิมว่าเรามาแล้ว เขาก็ให้เรานั่งรอสักพักก่อนผู้ช่วยจะมาเรียกชื่อเราและเดินพาเราเข้าห้องเชือด  ผู้ช่วยก็จะชวนคุยโน่นคุยนี่ คือพูดง่ายๆ ทำให้เราสบายใจและเชื่อใจในตัวเขาว่าเขาจะทำให้ดีที่สุด บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ได้แต่เออออตาม เพราะใจนะเต้นตูมตามๆ แทบจะวิ่งหนีกลับบ้านให้ได้
      พอมาถึงในห้องเขาก็จะมีรูปฟันเราโชว์ในคอมฯ ให้ดูและหมอก็เข้ามาคุยด้วย แถมปลอบว่าไม่ต้องกลัวอย่างนั้นอย่างนี้ และบอกว่าถ้าระหว่างทำมีอาการเจ็บหรือเป็นไรให้ยกมือขึ้น ก่อนจะขึ้นเขียงผู้ช่วยก็จะเอาเอกสารมาให้เราอ่านและเซ็นต์รับรอง เนื่องจากภาษาปะกิตก็อ่อนหัดนัก ศัพท์บางคำก็แปลไม่ออกแต่เดาเอาว่าเป็นเอกสารเซ็นต์ยินยอมถ้ามีผลกระทบจากการถอนซึ่งจำได้ว่ามีคำว่า pain , TMJ (temporomandibular joint disorder) และอีกหลายคำแต่จำไม่หมด  ไอ้คำว่า TMJ นี่ก็จำเอามาเปิดดิกชันนารีดูที่บ้านอีกว่ามันแปลว่าไร ถึงได้รู้ว่ามันเกี่ยวกับขากรรไกร จากนั้นก็ขึ้นเขียงเตรียมฉีดยาชา พอฉีดเสร็จสักพักหมอก็จะถามว่า numb หรือยังหรือเรารู้สึกยังไงและหมอก็จะเช็คอีกรอบก่อนถอนว่ามันชาจริงๆ หรือเปล่าโดยเอาไรมาจิ้มๆ พอเรารู้สึกว่าเจ็บก็บอกหมอทีนี้เขาก็ฉีดยาเพิ่มอีกเข็ม สรุปหนูโดนไป 4 หรือ 5 เข็มนี่แหละ และรอสักพักก่อนที่จะลงมือ  ระหว่างที่หมอถอนบอกได้เลยว่าสารพัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นึกได้ ปู่ย่า ตายาย หนูเรียกให้รวมตัวมาช่วยกันครบทีม ก็คนมันกลัวนี่นา
     พอถอนเสร็จหมอก็จะชมโน่นชมนี่ ว่าเก่ง อดทน ไอ้เราก็บ้ายอได้ยิ้มแหยๆ แต่น้ำตาจะไหล และหมอก็ให้ผู้ช่วยมาดูแลเราต่อ เขาก็ถามว่าเป็นไงมั้ง เขาก็บอกว่าเราปวดบริเวณขากรรไกร ลามไปถึงหู ตรงนี้ใช้ภาษาท่าทางเอาเพราะไม่กล้าพูดกลัวเลือดออก เขาก็เข้าใจเรานะบอกว่ามันปกติไม่มีไร และก็ให้ซองใส่เอกสารการดูแลพร้อมกับถุงประคบเย็น ก่อนจะบอกพาออกไปข้างนอกซึ่งคุณสามีก็นั่งเล่นเกมส์รออย่างสนุกสนาน มีแต่เมียนี่แหละที่กำลังจะเป็นลมเพราะความกลัว
      ก่อนกลับหมอก็ตามออกมาคุยด้วยอีกรอบ เจ้าหน้าที่เคาเตอร์ก็บอกวันนัดดูแผลอีกอาทิตย์นึง ก่อนจะส่งบิลค่าใช้จ่ายจริงให้ ซึ่งสรุปแล้วเสีย $516 แต่เราจ่ายแค่ $94 ซึ่งถือว่าไม่แพงเท่าไหร่สำหรับฟันสองซี่  และก็ทำการจ่ายเงินก่อนที่เขาจะให้เอกสารไปรับยาที่ fred mayer  เจ้าหน้าที่ก็ย้ำว่าถ้ามีปัญหาก็โทรมาหรือมาที่คลีนิคได้  ส่วนค่ายาแก้ปวดที่ไปจ่ายที่ fred mayer ก็ $2.57
    

Wednesday, January 4, 2012

ชีวิตหมูกับผัก ตอน 2

     หลังจากทำงานมาหนึ่งปีกว่าๆ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านผักเน่าๆ มานานก็ค้นพบว่าตัวเองชอบทำงานที่นี่มาก แม้จะไม่ใช่งานที่ใครหลายคนใฝ่ฝันหรือจะโดนคนบางคนมองแปลกๆ ว่าทำไมเลือกทำงานนี้ไม่ไปหางานที่มีสวัสดิการเริ่ดๆ แต่ทำไงได้ก็คนมันชอบนี่นา แถมทำแล้วสนุกและสบายใจสุดๆ เพราะตัดปัญหาเรื่องเพื่อนร่วมงานกับเจ้านายไป
      หนึ่งปีผ่านมาเพื่อนร่วมงานก็เพิ่มขึ้น ตอนนี้เราก็มีหนุ่มน้อยหน้าใสมาร่วมวงอีกคน และสาวไทยแสนสวย และน่ารักมาทำพาร์ทไทม์ด้วย ทำให้บรรยากาศครื้นเครง วันๆ ก็คุยกันแต่เรื่องกิน อันนี้แหละที่หนูชอบเพราะกองทัพกระเพาะน้อยๆ ของหนูต้องเดินด้วยท้องก่อนเป็นอันดับแรก
     
บรรยากาศงานเลี้ยงคริสมาสต์ที่ผ่านมา  เสียดายไม่ครบคน
บรรยากาศในห้องทำงาน





แพคผักไปด้วย กินกันไปด้วย แซบหลายเน้ออออออ



     

Thursday, April 28, 2011

ชีวิตหมูกับผัก ตอนที่ 1

     หลังจากที่ชีวิตว่างงานเป็นมานาน จนรากเริ่มงอก สันหลังเริ่มยาวตอนนี้ก็ได้เริ่มทำงานจริงจังเสียทีกับประเทศที่ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่นัก และแล้วชีวิตสาวแบกผักที่ทั้งทรหด และอึด (จริงๆ ค่อนข้างบอบบาง) ก็ได้เร่ิมขึ้น
     งานที่ทำก็ไม่มีไรมากแค่เอาผักจากลังที่บินมาไกล แพคใส่ถุงให้เรียบร้อยและดูดีสุดๆ เท่าที่จะทำได้ และเอาไปวางหน้าร้าน แต่ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้นสิเพราะผักบางอย่างมันแสนจะบอบบางและมาไกลหลายวันกว่าจะถึงสภาพเลยทั้งโทรมและบอบช้ำ การจะทำให้ดูดีได้มันยากและใช้เวลามาก  แต่เวลาเรามีจำกัดเพราะลูกค้าไม่รู้ว่ามาจากไหนต่างต้องการผักๆ ๆ ๆ จนคนแพคแทบจะหัวหมุนไปตามๆ กัน บางวันผักเป็นสิบๆ ลังวางเรียงข้างตัวเพราะไม่รู้จะแพคอันไหนก่อน งานนี้เทคนิคใครเทคนิคมันเอาแค่มีผักวางบนชั้นครบก็พอ  ส่วนจะทำยังไงกับผักที่เหลือก็ค่อยว่ากันอีกที
       ต่อมาก็เรื่องของเจ้านายที่เป็นคนจีน  แค่บอกว่าคนจีนหลายคนก็คงทำหน้ากลัวแล้วถึงกิตติศัพท์ความร้ายกาจ  แต่ขอบอกว่าเจ้านายที่ร้านช่างเป็นคนดีเหลือเกิน  ไม่เคยดุด่าลูกน้อง งานไม่ทันก็ทำเองหมด แล้วก็เดินบ่นออกไปเงียบๆ ตามประสาของแก :)  อันนี้ชอบเพราะแกไม่บ่นเราแกบ่นตัวแกเอง อิอิ
      เวลาผักที่ส่งมาสภาพไม่ดี  น้องเมียของเจ้านายมาเห็นเธอจะบ่นใส่เจ้านายทันที เพราะมันเสียเวลาแพค บางทีก็ต้องทิ้งเป็นลังๆ เจ้านายก็จะเดินจากไปเงียบๆ ไม่พูดไรเวลาโดนบ่นใส่
      หลังจากเจ้านายก็มาเพื่อนร่วมงาน  เป็นสามหนุ่มสามมุม  คนแรกเป็นหนุ่มฟิิลิปปินส์ชื่อโรเอล คนนี้เด็กเจ้านายดังนั้นเราเลยต้องดีกับเขาหน่อย แต่จริงๆ หนุ่มนี่ไม่มีไรหรอก ชอบเอาขนมมาให้กินถือว่าเป็นความดีอย่างใหญ่หลวง เพราะบางทีหิวก็ได้ขนมจากหนุ่มแก้หิว
       อีกคนชื่อดาร์วิล  ตอนแรกฟังไม่ชัดเรียก "ดอเวล" มาหลายวันจนหนุ่มบอกว่าชั้นไม่ได้ชื่อนั้น ชั้นชื่อดาร์วิล เราก็อ๋อออออออ แต่ทุกคนในร้านเรียกว่า "อังเคิล" เพราะหนุ่มคนนี้เป็นญาติกับโรเอล แต่ว่าสองคนอายุเท่ากันยี่สิบกว่าๆ แต่ตามศักดิ์เป็นอา หรือลุงนี่แหละ คนนี้จะดีตรงไม่ค่อยพูดมากกับคนอื่นเท่าไหร่ แต่กับเราชอบมาคุยด้วย ยิ่งถ้าวันไหนเป็นวันใกล้วันหยุดจะอารมณ์ดีผิดปกติ  หนุ่มคนนี้แอบไปชอบแคชเชียร์ของที่ร้านแต่อยู่ฝั่งร้านอาหาร เวลาว่างก็ชอบแอบเข้ามาในห้องแพคผักมาแอบดูที่จอว่าสาวทำไร  เราก็ได้แอบแซวไปตามประสา
      ส่วนหนุ่มสุดท้าย "เจอรี่" เป็นน้องใหม่มาทำงานหลังเราได้สักเดือนมั้ง เป็นหนุ่มม้งแต่โตที่นี่  คนนี้อารมณ์ดีตาหยีทั้งวันโดนเรากับคนฟิลิปปินส์ที่มาทำงานพาร์ทไทม์หยอกตลอด เพราะพวกเราดันไปรู้ว่ามีหนุ่มมาแอบปิ้งตาคนนี้ เรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่องโจ๊กให้พวกเราแกล้งเจอรี่  ถือว่าแก้เครียดไปในตัว
      วันนี้แนะนำตัวละครก่อน แล้วค่อยติดตามต่อตอนที่ 2

Monday, December 13, 2010

รถเมล์เมืองนอก อลาสก้า

12 สิงหาคม 53
 ครั้งแรกของการขึ้นรถเมล์
     พูดถึงการขึ้นรถเมล์เมืองนอกแล้ว  เพื่อนๆบางคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกเพราะไม่เคยขึ้น  แต่หนูขึ้นเกือบทุกวันเลยเจอประสบการณ์แปลกๆ เยอะมาก แต่ที่จะเล่าวันนี้เป็นประสบการณ์การขึ้นรถเมล์ครั้งแรก 
     ด้วยความที่ภาษายังอ่อนมากกกกก แถมยังไม่มีประสบการณ์กับรถเมล์ที่มันทันสมัยกว่ารถเมล์ตามบ้าน ที่จะมีกระเป๋ารถเมล์มาเก็บเงินก็เลยไม่ค่อยรู้ว่ามันต้องทำยังไง  จำได้ว่าวันแรกที่ขึ้นรถเมล์พอคนขับเปิดประตูหนูก็รีบตรงไปที่คนขับและบอกว่า  This is my first time to take a bus i don't know how to do???  คนขับมองแวบนึงก่อนจะชี้นิ้วไปที่กล่องไรสักอย่าง แต่ดีตรงมันมีรูปเงินอยู่เราเลยพอเดาได้ เลยถามต่อว่า How much? คนขับมองอีกแวบแล้วบอกอย่างรวดเร็วมากว่า $1.75  ว่าแล้วก็หยอดเหรียญลงไปจนครบแล้วถึงจะไปนั่งได้ ช่วงขั้นตอนนี้จะมาชักช้าไม่ได้เลยเพราะมีคนในรถนั่งมองมาตรงเราเป็นตาเดียว
      หนูก็ติดนิสัยมาจากบ้านเราว่านั่งรถเมล์นั่งใกล้คนขับยิ่งดี เพราะเวลาจะลงป้ายได้บอกง่ายๆ ทีนี้หนูก็เลือกนั่งที่นั่งใกล้ที่สุดพอนั่งลงเท่านั้นแหละดันมีคนนั่งข้างหลังฝั่งตรงข้ามคู่หนึ่งมองแล้วซุบซิบๆ เราก็คิดในใจตูทำอะไรผิดอีกแล้วนี่ก็พยายามนั่งเรียบร้อยสุด พลางก็สำรวจตัวเองว่าซิปก็รูดแล้วนี่นา รองเท้าก็ไม่เลอะหรือมีกลิ่น แล้วมันมองมาทางตูทำไม พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายรูปคนนั่งรถเข็น ถึงได้รู้ว่าตรงนั้นมันสำหรับคนพิการว่าแล้วหนูก็ค่อยๆเขยิบๆ เลื่อนตัวลงไปนั่งเก้าอี้ตัวอื่นแทน
       ด้วยความที่ขาไปมัวแต่นั่งระแวงเลยไม่ได้สังเกตว่าเวลาคนลงเขาทำกันยังไง  ไอ้ตอนไปยังดีที่ลงตรงสุดสายเลยไม่มีปัญหา แต่อีตอนขากลับนี่สิดันเกิดปัญหาหนักอกขึ้นมา นั่งคิดไปตลอดทางไหนจะต้องคอยดูป้ายที่จะลง แถมยังต้องสอดส่ายสายตาหาที่กดกริ่งมองไปบนหัวก็ไม่เจอ ข้างๆก็ไม่เจอแล้วตูจะทำไงนี่ กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่มีแถมคนขับยังไม่ค่อยจะพูดอีก คนบนรถก็นั่งกันเงียบอีกไม่ไกลก็ใกล้จะถึงบ้านแล้ว  เห็นข้างๆ หน้าต่างมันมีสายสีเหลืองๆ แต่ไม่รู้ไว้ทำไร เห็นแต่ข้างกระจกมันเขียน Emergency และมีคำไรอีกไม่รู้ต่อท้ายยาวๆ แปลก็แปลไม่ออกด้วยความที่ภาษาอังกฤษนั้นดีมาก ในใจก็คิดว่ามันคงจะเหมือนรถไฟบ้านเราที่มีสายไว้สำหรับดึงเวลาเหตุฉุกเฉิน คิดในใจว่าถ้าเราดึงเขาคงจะว่าเราแน่ๆ เพราะมันไม่มีเหตุฉุกเฉิน
        ทีนี้วินาทีที่กลัวก็มาถึง ป้ายรถที่จะลงก็อยู่ไม่ไกล เหงื่อก็แตกพลั๊กๆ ด้วยความกลัวเพราะไม่รู้ว่าถ้าหลงไปจากตรงนี้แล้วรถมันพาไปไหน สายตาก็เหลือบไปเห็นปุ่มกดที่มันแอบไว้ใกล้ที่จับหลังคนขับ เหมือนพระเจ้าช่วยลูกหมูตัวน้อยๆ ให้รอดตาย  หนูรีบวิ่งไปกดทันทีและแล้วหนูก็ได้ลงยังป้ายที่ต้องการ
     พอกลับถึงบ้านก็รีบโทรไปเล่าให้คุณสามีฟัง คุณสามีก็เลยบอกว่าไอ้สายเหลืองๆ นั่นแหละไว้สำหรับดึงให้รถมันหยุด  ส่วน Emergency นั่นสำหรับหน้าต่าง และแล้วหนูก็ถึงบางอ้ออออออออออออ

    

แนะนำตัวจ้า

ชื่อหนู    ชื่อจริง จันทร์กานต์  McGuire  (นามสกุลเขียนเป็นไทยไม่ถูกคะ)
อยู่อลาสก้า เมืองแองคอเรจคะ  มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ธันวาคม 2008  
ตอนนี้อยู่บ้านกับเรียนภาษา ที่ ESL แต่ภาษาก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่นักเนื่องจากค่อนข้างขี้อาย  หวังว่าคงจะมีเพื่อนคนไหนสักคนช่วยดีดตัวขี้อายออกจากตัวให้หน่อย 

เบอร์รี่ เบอร์รี่ มีประโยชน์

30 สิงหาคม 53

   เมื่ออาทิตย์ก่อนไปงานแต่งงานเพื่อนบนภูเขา ก็เห็นคนเยอะมากๆ ถือถังกันคนละใบสองใบ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ถามเขาว่ามาทำไรกันถึงได้รู้ว่าบนภูเขาแถวนั้นมี blueberry ทุกคนพร้อมใจมาเก็บกัน แต่ด้วยชุดที่แต่งมาไม่อำนวยก็เลยต้องตัดใจ
  

 สถานที่จัดงานแต่งงาน

 บลูเบอร์รี่
    ต้นเล็กมาก อยู่บนเขาคนเก็บเป็นร้อย ส่วนเอามาทำไรนั้นคงไม่ต้องบอกกันเพราะคิดว่าเพื่อนๆ คงจะรู้กันแล้ว

Crow berry
     ต้นนี้ไม่ค่อยมีคนเก็บแต่มีเยอะมากๆๆ คงเพราะไม่นิยมกินกัน ไปเจอฝรั่งบางคนเก็บเพราะเขาบอกว่าบลูเบอร์รี่คนเก็บเยอะ เลยเอาไอ้นี่แทน เขานิยมเอาไปทำแยม หรือไม่ก็พายและเจลลี่ เห็นว่าทำออกมาแล้วรสชาติอร่อยมาก แต่อย่าเอามากินสดๆ เท่านั้นเอง ส่วนกินสดๆ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านั้นก็ไม่รู้เพราะลืมถาม

    ส่วนต้นนี้ไปเจอมาบนเขาเมื่อวาน  มองแล้วมองอีกว่าหน้าตามันคุ้นๆ เลยเรียกคุณสามีมาดู แล้วช่วยกันเปิดเน็ตดูว่าเป็นต้นไร  โชคดีที่ตรงนั้นมีสัญญาณเลยใช้ได้  เห็นเขาว่าเป็นบลูเบอร์รี่ด้วยแต่สองจิตสองใจ   ใจนึงไม่กล้าเพราะกลัวตาย  แต่อีกใจอยากเก็บแต่อุปกรณ์เก็บก็ไม่ได้เตรียมไป มีแค่ถุงเล็กๆ ติดกระเป๋า แต่ความเสียดายมันมีมากกว่าเลยตัดใจเก็บแถมแอบชิมด้วย เพราะคิดว่าดูจากเน็ตแล้วมันบอกว่ากินได้  ชิมแล้วรสชาติมันก็อร่อยดี เปรี้ยวๆ หวานๆ (อันนี้ห้ามทำตามเด็ดขาด เพราะเสี่ยงมาก) แต่หนูชิมแค่เม็ดเดียวเพราะคิดว่าถ้ามันมีพิษมันคงไม่ถึงกับตายทันทีเพราะกินไปน้อย (ความคิดค่อนข้างโง่นิดนึง)  ชิมเสร็จก็รีบบ้วนทิ้งไม่ได้กลืนลงไปเพราะยังรักชีวิตน้อยๆ อยู่  คุณสามีก็บอกว่าเก็บใส่ถุงไปก่อน ถ้ากินไม่ได้ค่อยเอาทิ้งถังขยะ  พอกลับมาถึงบ้านก็รีบเอาไปให้คนข้างบ้านดู  คนแก่ข้างบ้านก็บอกว่านั่นคือบลูเบอร์รี่ป่า ทำพายอร่อยมาก  ถามคุณแม่สามีๆ ก็บอกว่าบลูเบอร์รี่ แล้วคุณแม่สามีก็เสี่ยงตายชิมให้เราดูอย่างเอร็ดอร่อย สรุปคือมันกินได้จริงๆ ด้วย
    งานนี้เลยออกจะเสียดายที่เก็บมาน้อย  เพราะบนเขาเยอะมากๆ แถมไม่มีคนเก็บเลย แถมยังเก็บง่ายกว่าไอ้ต้นบนเขาที่ต้นเล็กๆ อีก
    แต่อยากรู้ว่าแถวบ้านเพื่อนๆ มีต้นเบอร์รี่กันไหม ต่างกันไหม เผื่อจะได้เอามาประดับความรู้หน่อย

เอารูปชุดที่ใส่มาให้ดูคะ  ทีนี้โอ้ทจะได้เข้าใจว่าทำไมหนูไม่ไปเก็บเบอร์รี่ด้วยชุดนี้
พ่อหมู <: :> แม่หมู

วันที่รอคอย

29 สิงหาคม 53



    อาจจะฟังดูเหมือนนิยายสักนิดนึง แต่ก็รอคอยวันนี้จริงๆ นะคะ เพราะว่าที่นี่ฝนตกตลอดเลย ดังนั้นวันไหนมีแดด  ฟ้าโปร่งมันช่างเป็นสวรรค์น้อยๆ ของหนูจริงๆ
 โชว์ตัวลูกชาย และลูกสาวที่บ้านหน่อย


      นี่เป็นบรรยากาศบริเวณ  McHugh Creek  ซึ่งเป็นสถานที่ที่หนูชอบมาอีกที่หนึ่งเพราะได้ทั้งเดินป่า  ดูสายน้ำ  แถมบนเขายังมี Dall sheep มองไปด้านหน้าก็มีภูเขาและทะเล เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบทุกอย่าง ยิ่งถ้ามาถูกจังหวะที่นี่จะเต็มไปด้วยดอกไม้สีม่วงบนเขา สวยมากๆ แต่ปีนี้ฝนตกเยอะดอกไม้เลยไม่ค่อยมี

ปลาตัวแรก

16 สิงหาคม 53...     ด้วยความที่หนูอยู่อลาสก้ามาปีกว่าแล้ว และเห็นว่าที่นี่มีกิจกรรมยอดฮิตในช่วงหน้าร้อนคือการตกปลา  ปีนี้ก็เลยชวนคุณสามีลองไปตกปลาดูกับเขามั้ง  ที่สำคัญคืออยากมีปลาสดๆ ไว้กิน ไม่อยากไปซื้อปลาแช่แข็งกินแล้ว  ว่าแล้วก็ลงทุนซื้ออุปกรณ์ตกปลาแต่คุณสามีก็ไม่ได้ตกปลามาเป็นสิบๆปี งานนี้ก็ต้องรื้อฟื้นความมั่วกันอีกครั้ง
     วันแรกที่ไปตกปลาหนูกับคุณสามีก็เตรียมถังใบใหญ่ กะไว้เต็มที่ว่าเราต้องได้ปลากลับบ้านเต็มถังแน่นอน ลงทุนขับรถกันไปร้อยกว่าไมล์แต่ปรากฎว่าแห้วทั้งคู่
     พออีกวันก็เตรียมวางแผนไปตกปลาที่ใหม่  งานนี้ลงทุนไปซื้อฮุกตัวใหม่กะว่าต้องได้ปลาตัวใหญ่แน่นอน ตกที่ creek แรกไม่ได้ปลา ก็คิดกันว่าสงสัยที่นี่จะไม่ถูกกับเรา  ก็เปลี่ยนไป creek ถัดไปอีก  แต่ก็ไม่ได้ปลาอีกเหมือนเดิม  ที่เจ็บใจไปกว่านั้นไอ้คนข้างๆ ดันตกได้นี่สิ ตัวเดียวไม่เท่าไหร่ ดันตกได้ติดต่อกันสองตัว  คราวนี้เลยย้ายที่อีกรอบ ว่าแล้วความซวยก็มาเยือนหนูตกไปฮุกดันไปติดขอนไม้ในน้ำ  ต้องตัดใจตัดสายทิ้ง มาถึงคุณสามีเหวี่ยงไปติดต้นไม้ฝั่งตรงข้าม  สรุปงานนี้เสียฮุกตัวใหม่ไปสองตัวอย่างน่าเสียดาย
    และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง  เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคุณสามีเลยชวนไปลองตกอีกรอบ ที่ Jim creek ไอ้เราก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน  พอไปถึงเท่านั้นแหละอยากจะร้องกลับเพราะทางเข้าเป็นทางสำหรับพวกขับรถวิบาก  งานนี้ถูกใจคุณสามีมาก  หนูเลยคิดในใจว่าเขาชวนมาเพื่อตกปลาหรือว่ามาขับรถเล่นกันแน่
    แต่ที่นี่เป็นที่ตกปลายอดนิยมจริงๆ มีคนมาเยอะมาก หนูกับคุณสามีเลยต้องซอกแซกหาที่คนไม่เยอะ 

อันน้ีรูปบรรยากาศที่ Jim Creek


ปลาตัวแรกของปีนี้ ด้วยความสามารถของคุณสามี

ผลผลิตจากสวน

16 สิงหาคม 2553

    หนูตื่นเต้นและดีใจสุดๆ ที่ต้นถั่วออกลูกให้กินแล้ว  เพราะปีที่แล้วลองปลูกมันดันตายหมด  ปีนี้ขึ้นมาสมใจเลยตั้งเป้าว่าปีหน้าจะปลูกให้เป็นแนวยาวรอบรั้วเลย  
     อันนี้เป็นสตอเบอรี่ที่ลองปลูกในกระถางดู  และกะว่าจะลองยกเข้าบ้านตอนหน้าหนาว  ส่วนต้นที่ลงดินไว้ก็คงต้องปล่อยมันไป  แต่ยอมรับอย่างนึงว่าสตอเบอรี่เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายมากทนต่ออากาศหนาวและหิมะ ปีที่แล้วต้นสตอเบอร์รี่ที่บ้านถูกฝังอยู่ใต้หิมะตั้งหลายเดือน พอถึงหน้าร้อนมันก็แตกกิ่งก้านสาขาออกมาใหม่ ดังนั้นมันช่างเหมาะกับคนขี้เกียจอย่างหนู ที่อยากมีต้นไม้แต่ขี้เกียจปลูกตลอดเวลา  แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ "ทาก"  ถ้าใครคิดจะปลูกให้ระวังไว้ให้ดี เพราะจะมีเจ้าแขกไม่ได้รับเชิญแอบมากิน และที่ร้ายกว่านั้นคือมันจะกินแต่ลูกสีแดง ลูกสีเขียวหรือยังไม่สุกดีมันไม่สนใจ หนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันรู้ได้ยังไงว่าลูกนี้สีแดงหรือสีเขียว แต่มันฉลาดมาก  ส่วนศัตรูอีกอย่างคือฝน เพราะฝนจะทำให้ต้นเปียกแฉะตลอดเวลา ทำให้ลูกสตอเบอร์รี่เป็นราได้ง่ายและเน่าตายไปในที่สุด